Search

ขับรถเที่ยวโมรอคโคปีใหม่ 2020

Tips


  1. สายการบินไป มอรอคโค แนะนำ gulf air เพราะ สามารถใช้สิทธิ stop over พร้อมโรงแรมได้ ถ้าพอมีเวลา ทำให้การเดินทางไม่เหนื่อยมาก

  2. การขับรถ google map ใช้ได้ไม่ดี ต้องใช้ WAZE

  3. การจองโรงแรม ถ้ามีรถไม่ควรพักใน MEDINA ส่วนมาก รถเข้าไม่ได้ ต้องลากระเป๋า หาโรงแรมใช้ booking.com ได้ดี

  4. การขับรถ ขับด้านขวา มีspeed limit ตลอดทาง ส่วนมากไม่เกิน100km/hr ยกเว้นhigh way (120km maximum) มีการตรวจจับความเร็ว เพื่อปรับบ่อยๆ

  5. การแลกเงินเตรียมไปได้ทั้งUS and EURO มีร้านแลกเงินทั่วไป หรือใช้ ATM ร้านค้ามักใช้เงินสดมากกว่า(ครดิตการ์ดใช้ได้เฉพาะค่าโรงแรม ) 1 Dhr =4 baht โดยประมาณ ช่วงที่ไปไม่ถึง4 บาท

  6. ภาษา ใช้ภาษา Arabic and French ภาษาอังกฤษใช้ได้น้อย แม้ในแหล่งท่องเที่ยว ใช้ google translate ช่วยได้มาก

  7. Whatsapp จะมีประโยชน์มากใช้โทร หรือ chat ติดต่อกับโรงแรมได้ดี เพราะเขาใช้กันแพร่หลาย


การวางแผนการเดินทาง


เทศกาลปีใหม่ 2020 ลูกสาวที่ทำงานแล้วทั้งสองคนมีเวลาว่างที่สามารถลาพร้อมกันได้มากกว่าทุกปีจึงวางแผนเที่ยวกันตั้งแต่ก่อนคริสต์มาสต์เลย (22ธ.ค. -5ม.ค.) ส่วนลูกชายคนเล็กยังเรียนอยู่ให้ตามไปช่วงปีใหม่พร้อมคุณแม่ จึงต้องวางแผนการเดินทางเป็นสองกลุ่มสามคน และ สองคน จากนั้นมองหาสถานที่ไปเดิมคิดว่าจะไป Georgia แต่คิดว่าหนาวเกินไป ส่วนTurkey ที่ลูก ๆ อยากไป ดูอากาศแล้วพบว่าช่วงนั้นฝนตกบ่อย จึงมาลงที่ morocco เพราะคิดว่าไม่หนาวเกินไป และมีคนไปเที่ยวยังไม่มากนัก เมื่อได้สถานที่จึงเริ่มหาข้อมูลพบว่ามีคนไทยไปเที่ยวและreview ไว้ดีมากพอ รวมทั้งคณะทัวร์ ด้วย ได้ข้อมูลหลายด้านส่วนมากเที่ยวคล้ายกัน แต่ที่นำมาใช้ เพราะช่วงเวลาในการท่องเที่ยวใกล้เคียงกันและดูเหมาะสมกับเวลาของเราคือ Blog นี้ (ต้องขอขอบคุณมา ณ. ที่นี้ด้วย) http://ontheroadstory.com/marrakech/ แผนทีการเดินทางก็ขออนุญาตนำมาใช้ตามรอยกันเลยครับ แต่เราเดินทางวนในทิศทางตรงข้ามกัน คือขับรถวนตามเข็มนาฬิกาเพื่อเที่ยว loop บนก่อน เก็บช่วงทะเลทรายที่เป็น highlight ไว้เที่ยวพร้อมคณะลูกชายและคุณแม่ที่จะตามมา เจอกันที่ Fes


สายการบินค้นหาจาก google flight และ Sky scanner พบว่าgulf air น่าสนใจสุดทั้งวันเวลาเดินทางและที่สำคัญคือเป็นสายการบินเดียวที่ให้โรงแรมที่พักพร้อมอาหาร ฟรีเมื่อ stop over ที่ Bahrain ถ้า transit time มากกว่า 8 ชม หลังจากใช้บริการทั้งขาไปและกลับแล้ว คิดว่าคุ้มค่ามากได้เที่ยว Bahrain ช่วงสั้นๆด้วย แนะนำทุกคนที่จะไปเที่ยวมอร็อคโค เลยครับ คนไทยไม่ต้องใช้ visa เมื่อเข้า Bahrain ขอให้เรามี connecting flight ของ gulf air ที่ transit time นานอย่างที่บอกแต่เมื่อถึงBahrain จะมี counter ของ gulf air ที่ทำเรื่องโรงแรมให้เลย ตรงหน้าหลังจากผ่าน security ช่อง transit อย่าไปทาง Arrival ถ้าเผลอ ผ่านต.ม.เข้าไปอยู่ด้านนอก แล้วไม่มีใบจองโรงแรมจากข้างในไปก่อน จะไม่ได้สิทธินี้ ไม่ต้องกังวลถ้าสอบถามgulf air หรือ call center เขามักจะบอกว่าถ้ามี connecting flight Gulf air ที่ไปเร็วกว่านี้ แล้วเราไม่เลือก จะถือว่าเราตั้งใจเลือกflight ให้ transit นาน(ราคามักถูกกว่า) อาจไม่ได้โรงแรม แต่ความเป็นจริง จ.น.ท. ที่สนามบินเขาจะดูแค่ boarding pass ว่า connecting flight เรานานจริงหรือไม่เท่านั้น เพราะมีประสบการณ์ ได้โรงแรมทั้งสองเที่ยวขาไปและกลับ พบว่าเดินทางแบบนี้ไม่เหนื่อยทั้งไปและกลับ กลับมาทำงานได้ทันที


ขาไปเดินทาง 22 ธค. Gulf air GF 153 ออกจกBKK 11:40 ถึงBahren 14:40 รอ transit ที่Bahren 10+ชม ไม่ได้ค้างคืนเพราะถึงตนกลางวัน และflight ต่อไป GF143 ออก 01:10 แต่ยังได้โรงแรมพร้อมอาหารค่ำ พร้อมรถรับส่งเข้าเมืองเพื่อพักผ่อนและรับกลับมาสนามบิน บินต่อ ไปลงที่Casablanca Mohammed V international airport at 7:30 am ตรงเวลาและเวลาเหมาะสมมาก สำหรับเริ่มการท่องเที่ยวได้เลยโดยไม่เหนื่อย

Day 1 (23 ธ.ค.)


7:30 น ถึง Casablanca airport จัดการแลกเงินจำนวนเล็กน้อยให้พอใช้ช่วงแรกและซื้อ sim card ที่มีให้เลือกตั้งแต่ ตรงจุดรับกระเป๋าเลยราคาไม่แพง จากนั้น ออกมารับรถเช่าที่จองไว้เป็นรถคันเล็กเพื่อใช้เที่ยว Casablanca สามคนก่อน ขับรถไปที่พักโรงแรมที่จองไว้ ผ่าน booking.com ชื่อ Bayrouth apartment (โรงแรมนี้ไม่แนะนำ) ซึ่งอยู่ริมทะเลใกล้แหล่งท่องเที่ยว ต้องขับรถไปประมาณ ชม. เศษ ไม่ได้ใช้ highway เพระไม่ได้แลกเงินไว้มากจะรอไปแลกในเมือง เส้นทางค่อนข้างขับยาก ขับรถกันวุ่นวาย ยิ่งกว่า กทม. เราอีก ต้องระมัดระวังมาก ที่สำคัญที่ควรรู้คือ google maps ใช้ได้ไม่ดี แค่บอกจุดตั้งต้นและจุดหมาย ไม่มี road guidance & real time map ต้องใช้ App อีกตัวชื่อ Waze เป็นหลักในการขับรถตลอดtrip นี้ ร่วมกับ Garmin ที่เตรียมupdate map morocco ไว้แล้ว แต่ก็ใช้ได้ไม่ดีเท่าWaze หาสถานที่มักไม่ค่อยเจอ หลังจากเข้าที่พักขับรถไปเที่ยวHassan II Mosque ซึ่งเป็นสุเหร่าขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปอาฟริกา ตั้งอยู่ริมน้ำ มองจากบางมุมจะเห็นเหมือนตั้งอยู่ในน้ำจนมีบางคนให้ชื่อสุเหร่านี้ว่า สุเหร่าลอยน้ำ



Day 2-3


เปลี่ยนรถเป็น Toyota prado 4 wheels drive ที่ airport เพื่อเตรียมไว้ขับลุยทะเลทรายในช่วงครึ่งหลังของ trip เริ่มโดยขับขึ้นไปจุดเหนือสุดของประเทศเพื่อไปพักที่เมือง Tangier ผ่านเมือง Rabat ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศโมร็อคโค แวะเที่ยวHassan Tower and the Mausoleum ซึ่งเป็น UNESCO world heritage site since 2012 สร้างขึ้นโดย Yacoub al-Mansour โดยตั้งใจจะให้เป็น The largest mosque in the world แต่ สุลต่านท่านนี้เสียชีวิตก่อน เหลือแต่Tower และโครงเสาที่เรียงรายแสดงถึงบริเวณที่จะสร้างเป็นมัสยิด ส่วนอาคารด้านหน้าหลังคายอดแหลมสีเขียวคือ The Mausoleum of King Mohammed V ซึ่งเป็น Tomb หรือสถานที่ฝังพระศพของ KING Mohammed V และ Mohammed II การตกแต่งภายในดูสวยงามมาก






จากนั้นขับรถผ่านพระราชวังที่ประทับ ของกษัตริย์องค์ปัจจุบันคือ King Hassan II ชมได้เฉพาะด้านนอก แล้วตรงไปที่ Kasbah des Oudaias ซึ่งเป็นป้อมปราการเก่าสร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 เป็นสถานที่ไม่ควรพลาดเมื่อมา Rabat เพราะเป็นป้อมปราการเก่าติดทะเลมีทางเดินลงไปชมทะเลได้ มองเห็นวิวริมทะเลและ light house นอกจากนี้ยังอยู่ติดกับชุมชนเก่าที่อยู่มานาน (old medina ) บ้านเมืองทาสีฟ้าเหมือน Chefchaouen แม้จะมีขนาดเล็กกว่า แต่ก็ดูสะอาดตาเดินเล่นง่ายไม่ซับซ้อนมาก



ออกจาก Rabat ขับรถต่อไปอีกประมาณ 3 ชม เพื่อไปที่พักที่จองไว้ที่ Tangier เส้นทางเป็น High way ตลอด ขับง่าย แต่ ออกจากRabat ตอนเย็นแล้ว จึงต้องขับรถตอนกลางคืน ถึงโรงแรม ประมาณเกือบสามทุ่ม โรงแรมที่พักชื่อ Mnar castle อยู่บนเนินเขานอกเมือง เป็นโรงแรมที่ดีที่สุดในtrip นี้ ห้องกว้างขวาง สะอาด และทันสมัยมีทั้งkitchen และเครื่องซักผ้าอย่างดี มีห้องอาหาร ที่มีอาหารเช้าสุดเริ่ด คุณภาพเทียบกับโรงแรมห้าดาว เพียงแต่มีขนาดเล็กกว่าเท่านั้น เรามาถึงค่อนข้างดึก อากาศเย็นกว่าเมืองอื่นมากคงเป็นเพราะลมแรง จึงสั่ง room order ที่ดีมาก และโรงแรมยังต้อนรับด้วย Christmas cake อย่างดี คงเป็นเพราะเรามาถึงวันที่ 24 Dec และเนื่องจากพบว่าโรงแรมนี้ดีมาก จึงพักที่โรงแรมนี้ต่ออีกคืน เช้าวันรุ่งขึ้น เที่ยวเมือง tangier ขับรถหา Kasbah de Tangier ด้วย navigator ของwaze จนหลงเข้ามาใน Medina of Tangier ที่ถนนแคบ แต่ก็ได้ที่จอดรถที่ไม่เสียเงิน (ภูมิใจเล็ก ๆ) ความจริงที่ได้เรียนรู้จากสองเมืองที่ผ่านมาคือKasbah หรือป้อมค่ายของเมือง คือป้อมปราการป้องกันเมืองสมัยโบราณ ดังนั้นบ้านเรือนคนสมัยก่อนก็ต้องตั้งอยู่ภายในของป้อมค่าย ดังนั้นทุก Kasbah ใหญ่ของเมือง ก็จะมี medina อยู่ติดกัน medina ของ Tangier นี้บ้านเรือน ทาสีฟ้าขาว จนบางคนเรียก Tangier ว่า The blue and white city ได้เดินชม Medina มีจุดถ่ายรูปที่สวยงามหลายจุด และ ทานอาหารกลางวันในMedina ที่มักจะมีร้านอยู่ขั้นบนดาดฟ้าของตึก แข่งขันกันเรื่องจุดชมวิวของร้าน ตอนบ่าย เที่ยวชายทะเล ตรงส่วนที่เป็นช่องแคบGibralta ที่เป็นส่วนที่เชื่อมระหว่างมหาสมุทรAtlantic กับทะเล Mediteranian และถือเป็นทะเลส่วนที่ใกล้สุดระหว่างยุโรปและอาฟริกา มักจะมีone day trip จากเสปน ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามนั่งเรือมาเที่ยวTangier ทำให้เมืองนี้ดูสวยงาม คล้ายยุโรป พยายามมองหา ทะเลส่วนที่เห็นว่าน้ำทะเล เป็นสองสีตามที่บอกกัน เพราะเป็นรอยต่อของน้ำจากสองแหล่ง แต่ไม่เห็นความแตกต่างคงขึ้นกับช่วงเวลาที่มาดู


จากนั้นไป ดู ถ้ำ Hercules ที่มีชื่อเสียงเพราะรูปร่างปากถ้ำที่ติดทะเล มีรูปร่างแปลได้สองแบบ อันแรกคือคล้ายรูป Hercules นั่งก้มหน้าอยู่ จึงเป็นชื่อของถ้ำ แต่อีกแบบหนึ่งคือรูปร่างของถ้ำจะ ตรงกันกับแผนที่ของทวีปอาฟริกาเลย อันนี้เห็นทัวร์ที่พาคณะนักท่องเที่ยวมา จะนำแผนที่มาให้ดูเปรียบเทียบกัน จุดนี้นักท่องเที่ยวชอบมาดูพระอาทิตย์ตกกัน แต่เราไม่สนใจเพราะจะกลับไปโรงแรมที่ได้จอง ทัวร์ขับ off road เที่ยวตามขา และ ขี่ม้าชมพระอาทิตย์ตก ริมทะเล ที่น่าสนใจมาก Buggy car ขับได้สนุกมาก และนิ่มนวลกว่าขับ ATV ในบ้านเราอย่างไม่น่าเชื่อแม้ว่าเส้นทางจะดูโหดกว่า








Day 4th


ออกจาก Tangierตอนสาย มุ่งหน้าเมืองสีฟ้าChefchaouen ระยะทาง 112 km ขับรถ ช.ม. เศษ เที่ยวชมmedina ที่ทั้งเมืองทาสีฟ้าที่ คนชอบมาถ่ายรูป และชมวิวเมืองจากด้านนอกจุดที่คนชอบมาดู sun set เมืองนี้เป็นเมืองที่ตั้งบริเวณเขา การขับรถในเมืองจะเป็นทางขึ้นลงสูงต่ำ ตอนขับไปหาโรงแรมที่จองไว้ อยู่ไม่ไกลmedina จะต้องขับรถวนเวียนขึ้นๆลงๆตามถนนเล็กๆ ค่อนข้างยาก คีนนี้พักโรงแรมแบบ Riad ชื่อ Casa Annasr เป็นโรงแรมเล็กๆ แต่มีทัวร์จีนมาพัก






Day 5th


จุดหมายต่อไปคือเมือง FES โดยแวะเที่ยวเมือง volubilisที่เป็นเมืองโรมันเก่าใกล้กับเมือง Meknes เชื่อกันว่าVolubilis เป็นเมืองหลวงเก่าแก่ของชนพื้นเมืองBerberที่สืบเชื้อสายมาเป็นประชากรส่วนใหญ่ในมอรอคโดปัจจุบัน เมืองนี้ถูกครอบครองโดยโรมัน จึงได้มีสิ่งก่อสร้างแบบโรมันให้เห็นในปัจจุบัน โดยที่เมืองนี้ถูกทำลายโดยแผ่นดินไหวในคริสตศตวรรษที่18 ซากปรักหักพังที่เหลือได้รับการบูรณะและขึ้นทะเบียนเป็น unesco world heritage Site in 1997 จากนั้นขับรถต่อไปที่เมือง Moulay Idris ที่เป็นเมืองที่สร้างปกคลุมภูเขาเตี้ยๆ หนึ่งลูก มองจากระยะไกลจะดูสวยงามมาก แวะทานอาหารกลางวันแล้วไปต่อที่ Mเeknes ที่อยู่ใกล้กัน เพื่อชมประตูเมืองBab mansour ที่มีชื่อเสียงว่าสวยงามมากไม่ได้เข้าชมmedina เพราะต้องเดินทางต่อไปFES ถึงโรงแรมที่จองไว้ห่างจาก fes ประมาณ 20+km ชื่อ Hotel Relais Sais อยู่ริมถนนในเมือง sefrou โรงแรมนี้ ห้องกว้างขวางพอสำหรับอยู่ได้ 5 คนทานอาหารค่ำ ใน ร.ร. ไม่ประทับใจอาหารเพราะเป็นอาหารstyle middle east ที่ลูกไม่ชอบอยู่แล้ว




Day 6-7th


ออกจากโรงแรมขับรถไป Fes medina ที่เป็น highlight หนึ่งของการเที่ยวมอรอคโค เพราะ Fes medina (Fes el Bali) เป็นMedinaใหญ่ที่สุด และเป็น Unesco world heritage site since 1981 คำว่า medina หมายถึงเมืองที่สร้างมาแต่โบราณ ในMoroccoและใช้เป็นที่อาศัยในปัจจุบัน บ้านเรือนจะอยูชิดกัน รถมักจะขับเข้าไม่ได้ Medina FES นี้นักท่องเที่ยวมักนิยมมาเที่ยวและดูโรงงานฟอกหนังแบบโบราณ (Choura Tannery) ซึ่งยังใช้เทคนิคการฟอกหนังแบบโบราณ ทีทำกันมาตั้งแต่ศตวรรษ ที่ 11 โดยวิธีการฟอกหนังเริ่มแรกใช้สารที่ผสมด้วยมูลนกพิราบที่มีคุณสมบัติเป็นกรด ( ขั้นตอนนี้ทำให้มีกลิ่นเฉพาะของแอมโมเนียและหนัง) จุดประสงค์เพื่อให้หนังอ่อนนุ่มและลอกขนออกแล้วจึงนำมาย้อมด้วยสีธรรมชาติ


การชมโรงฟอกหนังต้องเดินตามทางที่วกวนไปมา และผ่านเข้าทางร้านขายเครื่องหนังเข้าไปดูที่ระเบียงชั้นบนด้านหลังของร้านขายเครื่องหนังที่อยู่รายรอบโรงฟอกหนัง กลิ่นจากการทำงาน ไม่มากเท่าที่เกรงกัน แต่เขาจะแจก ใบ mint ให้ดมดับกลิ่น การเดินทางมาโรงฟอกหนังสำหรับนักท่องเที่ยวถือเป็นการผจญภัยและท้าทายพอควร เพราะถ้าเราศึกษาจาก internet จะพบว่าmedina Fes นี้ใหญ่และวกวนมากเหมือนเขาวงกฏ แต่ละคนมีประสบการณ์ต่างกัน มักจะสรุปกันว่าให้ปลอดภัย จะต้องจ้างprofessional guide จากโรงแรมแต่แรกให้พาเข้าไป จะได้ไม่หลง และ ไม่ถูก guide เถื่อนที่คอยหลอกอาสาพาเข้าไปในราคาที่สูง หรือโดนบังคับซื้อเครื่องหนังจากร้านขายเครื่องหนังที่เราต้องผ่านขึ้นไป แต่บางครั้งไกด์อาชีพเองก็มักพาเราเข้าร้านซื้อของ ให้เสียเวลาซะเอง ซึ่งควรต้องตกลงกันไว้ก่อน สำหรับทีมเราเนื่องจากมีเวลาสองวันจึงตัดสินใจจะเดินเองโดยศึกษาเส้นทางจากgoogle map ที่ยังพอใช้ได้ในการเดิน เพราะบอกจุดหมายให้เราเดินตาม ร่วมกับการสังเกตป้ายบอกชื่อตรอกซอกซอยต่าง ๆ เมื่อมาถูกทางจะได้กลิ่นของการฟอกหนังก็เดินตามกลิ่นเข้าไปเลย เมื่อถึงบริเวณโรงงานเราจะไม่ทราบว่าเป็นร้านขายเครื่องหนังที่โชว์หน้าร้านเหมือนบริเวณย่านร้านค้าที่ปากทางเข้า แต่จะเห็นว่าแต่ละร้านขายเครื่องหนังที่ตั้งรายรอบอยู่ โดยไม่มีหน้าร้าน จะมีแค่ประตูทางเข้าเล็กๆ มีหมายเลข ที่ประตู เรียงกันไปมีคนเฝ้า พบว่าประตูหมายเลข 10 เป็นจุดที่เห็นวิวดี และมีคนเข้ามากจะดูปลอดภัยกว่าประตูของบางร้าน แต่จากประสบการณ์สองวันคิดว่าปัจจุบันปัญหาการบังคับหรือคุกคามให้ซื้อของ คงถูกทางราชการควบคุมจนดีขึ้น เพราะจะทำให้ภาพการท่องเที่ยวเสียไป

เราพบว่าบริเวณนั้นอาจดูเงียบเป็นซอยเล็ก ๆ มีนักท่องเที่ยวที่มาตามหาโรงงานเดินกันเองไม่มาก ยกเว้นพวกมีไกด์พามาจะมาพร้อมกัน คนเฝ้าประตูจะชักชวนให้เข้าไปดูผ่านร้านเขาแล้วบอกว่า free เข้าไปแล้วพบว่าเขาก็ไม่ตามมาวุ่นวายมาก แต่ตอนกลับเดินลงมาผ่านสินค้าเครื่องหนังเขาก็จะชักชวนให้ซื้อแต่ไม่คุกคามมากอย่างที่เกรงกัน แต่ส่วนใหญ่มักจะตัดปัญหาให้tip คนเฝ้าประตูไปเล็กน้อยไปกัน 5 คน ให้ไป 20 DHR ก็พอ ไม่ควร ต้องให้มาก และถ้าเข้าดูพร้อมกลุ่มคนมากๆ เช่นคณะทัวร์จะสบายไม่ต้องถูกรบกวน


ออกจาก Medina ตอนเย็นก็ขับรถไปแวะดู Fes el Jedid ( New medina ) สร้างในคริสต์ศตวรรษที่13 โดย King Merenids มีกำแพงล้อมรอบเพื่อแยกจากold medina คือ Fes el Bali ที่เราเพิ่งออกมา ส่วนใหญ่ของ medina นี้คือ Royal palace จึงยังดูสวยงามและใหม่ ส่วนนี้ไม่ได้เปิดให้เข้านักท่องเที่ยวชม ก่อนจะขับออกไปดูวิวold medina จากระยะไกล พร้อมดู sun set ที่view point โดยตั้ง GPS ไปที่ Meronid Tombs ที่เป็นสุสานเก่าที่ทรุดโทรมแล้ว แต่จะเป็น view point เห็น Fes el Bali (old madina) ทั้งหมดว่าใหญ่มาก สมควรแล้วที่บอกกันว่านักท่องเที่ยวเดินหลงกันประจำ สำหรับทางเข้าmedinaแนะนำให้เริ่มต้นที่ Bab Boujloud (Blue gate) จะดีสุด เพราะเป็นทางเข้าหลักสวยงาม ประดับด้วย Mosaic สีน้ำเงิน และมีที่จอดรถกว้างขวางในบริเวณใกล้เคียงที่สะดวกมาก เริ่มต้นที่นี่จะมีmain street โอกาสหลงน้อยกว่าเข้าทางอื่น Tourist group ก็จะเข้าทางนี้






Day 8th


เมืองถัดไปที่ต้องการเที่ยวคือ Merzuega ที่เป็นทะเลทรายsahara และเป็นเป้าหมายหลักของ trip นี้ แต่เนื่องจากระยะทางขับรถจาก Fes ไป Merzouga ระยะทางเกือบ500 km. ต้องขับรถเกิน7 ชม จึงจองที่พักไว้ค้างระหว่างทางที่เมืองMidelt ที่ขับรถประมาณ 3 ชม เศษก็ถึง จึงไม่รีบ ได้เที่ยวFes medina ตอนเช้าอีกรอบพาลูกชายและคุณแม่ เข้าไปดู Tannaries ที่เราไปสำรวจมาแล้ว ทานอาหารกลางวันก่อน แล้วจึงขับไปMidelt พักโรงแรมที่จองไว้ ที่สะดวกมากอยู่ริมถนน ได้ห้องกว้างขวางมาก จองไว้สองห้อง ความจริงแล้วห้องเดียวสามารถนอนได้ทั้ง5คน เพราะมีเตียงให้ห้องละ 5เตียง รวมsofa bed โรงแรมชื่อ Ksar Timmay hotel แนะนำสำหรับคนที่จะหาที่พักระหว่างทางและ ไม่อยากขับรถเหนื่อยเกิน


Day 9-10


หลังอาหารเช้าขับรถอีก 4 ชม ไปที่จุดนัดพบใน Merzuega เพื่อให้เขานำทางจากเมืองเข้าไปที่พักที่จองไว้เป็นเต็นท์กลางทะเลทรายตั้งใจจะจอง Golden camp ที่คนreview ว่าดีมากแต่เต็มเนื่องจากเป็นวันที่30 Dec คนจองเต็ม จึงได้ของ Milky way desert camp ที่มีอาหารให้สองมื้อคืออาหารเย็น และอาหารเช้า เต็นท์มีน้ำอุ่นให้ แต่ไม่มี heater (เดิมคิดว่ามี) อากาศหนาวมาก แต่ผ้าห่มที่เขาจัดให้ อุ่นดี หลังอาหารเย็นมีการบันเทิงรอบกองไฟ เล่นเพลงอาฟริกัน ให้แขกที่มาพักรอบกองไฟ แต่เนื่องจากอากาศเย็นมาก อุณหภูมิเลขตัวเดียวกลางทะเลทราย จึงดูเขาเล่น พักหนึ่งแล้ว ออกไปดูดาวในคืนเดือนมืดท้องฟ้าเปิดกันเอง ก่อนเข้าเต็นท์ เพราะเช้ารุ่งขึ้นจะ จองนั่งอูฐดู sun rise แม้อากาศหนาวมาก แต่ก็คุ้มค่าและได้ประสบการณ์ เพราะตอนไป Jordan ปีที่แล้วคณะเราไม่ได้นั่งอูฐ (กลัวไวรัส MERZ) หลังกลับจากขี่อูฐ กลับมาที่เต็นท์ ทานอาหารเช้า แล้วไป desert Tour โดยใช้รถเราเองที่เป็น 4 wheels drive แต่guide ที่เป็นผู้หญิงชาวberber ขับให้ เที่ยวตามจุดท่องเที่ยวและดูชุมชนในทะเลทราย ทัวร์นี้มีอาหารกลางวันเป็น pizza พื้นเมืองด้วย ช่วงdesert tour นี้ ตามจุดท่องเที่ยว จะมีคนขายของที่ระลึกเป็นก้อนหิน และ fossil ที่เคยเห็นอยู่ตลอดทาง ตั้งแต่ขับรถเข้ามาในMerzuega ตอนแรกไม่สนใจ แต่หลังจากหาข้อมูลดูจึงพบว่า แถวประเทศMorocco โดยเฉพาะย่านทะเลทรายเช่น Merzuega มีชื่อเสียงเรื่อง fossil เนื่องจากเชื่อว่าหลายล้านปีก่อนบริเวณนี้เป็นทะเลมาก่อน ซากสัตว์ที่ตายกลายเป็นfossil จึงเป็นสินค้าที่ชาวบ้านสามารถขุดค้นมาขายนักท่องเที่ยวในราคาไม่แพง หลังจากนั้นช่วงบ่ายจบทัวร์ จึงขับรถต่อมุ่งหน้าไปทางเมือง Tinghir เพราะ planจะเที่ยว Todra gorge ระหว่างทาง เจอร้านFosssil ที่เจ้าของเป็นผู้ชำนาญและศึกษาเรื่องนี้ดี จึงทราบว่าfossil ที่เราซื้อมา ในทะเลทรายเป็นfossil แท้เพราะ สามารถขุดหามาได้มากมาย ทำปลอมยิ่งยากกว่า ใครมีโอกาสผ่านไป ถ้าสนใจจะซื้อติดกลับมา ก็คิดว่าน่าสนใจ ระหว่างทางแวะทานอาหารเย็นแล้วเข้าที่พักที่จองไว้ ที่เมืองเล็กๆ ชื่อ Ait Ougliff เลยเมืองTinghir ไปเล็กน้อย พักโรงแรมชื่อ Kasbah Didis เป็นโรงแรมนอกเมืองอยู่บนเขา สามารถมองเห็นวิวเมืองจากห้องพักในโรงแรม






Day 11


หลังอาหารเช้าในโรงแรม ขับรถย้อนกลับมาเที่ยว Todra gorge ที่เป็นลำธารไหลผ่านระหว่างหน้าผาสูงชันของภูเขาสองลูก จากนั้นจึงขับรถย้อนกลับไปทางouazazate และเข้าที่พักที่อยู่ในเมือง ยังไม่มืดจึงออกไปเที่ยวต่อ แหล่งท่องเที่ยวในเมืองสองแห่งคือ Cinema museum และ Kasbah Taourirt ที่เป็น Kasbah ใหญ่ที่อยู่ในเมือง แต่เนื่องจากเย็นมาก ทั้งสองแห่งใกล้เวลาจะปิด จึงได้แต่ชมจากด้านนอก เดิมทีว่าจะมาดูตอนเช้า แต่เวลามีน้อยคิดว่าจะต้องใช้เวลาที่ Ait Benhaddou ที่เป็น Ksar (fortified village) เก่าแก่ที่เป็น unesco world heritage และอยู่นอกเมืองขับออกไปประมาณ เกือบช.ม. จึงตัดการเข้าชมภายในไป ส่วนเรื่องCinema museum ไม่ได้สนใจอยู่แล้วเพราะหลายคนพูดว่าไม่คุ้มทั้ง Cinema museum and Atlas film studioที่เป็นโรงถ่ายหนังดังhollywood หลายเรื่อง ที่อยู่บนเส้นทางที่จะไป Ait Benhaddou อยู่แล้ว




Day 12th


ทานอาหารเช้าที่โรงแรมแล้วขับรถไปเที่ยว Ait Benhaddou ที่อยู่บนเส้นทางไป Marakesh เป็นKsar ที่สร้างด้วยดิน เป็นสถานที่ถ่ายภาพยนต์เรื่องgames of throne จากที่จอดรถต้องเดินลงไป ข้ามธารน้ำเล็กๆตื้นๆที่อยู่ระหว่างช่องเขาเนื่องจาก Ait Benhaddou ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม มีแม่น้ำเล็กๆคั่นอยู่ ใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงอยู่ที่นี่เพื่อตามรอยgames of thrones จากนั้นขับรถไปต่อที่ Marakesh เป็นที่พักเดียวในทริปนี้ที่จองด้วย Air BNB เป็น Apartment อยู่นอกเมืองบริเวณ sport complex เล็กๆ อยู่ใกล้highwayที่ใช้เดินทางไป Casablanca วันรุ่งขึ้น ที่พักดีมากแต่ค่อนข้างไกลและเงียบ ไม่มี ร้านค้า เลย หลังเข้าที่พักตอนเย็นเรียบร้อย ขับรถเข้าเมือง Marakesh เพื่อเที่ยวmedina และ Jemaa el-Fnaa square ที่เป็นตลาดกลางคืนที่โด่งดัง และทานอาหารค่ำ โดยเลือกร้านที่มีreview แนะนำคือเต็นท์ 14 อยู่ตรงมุมเป็นร้านไม่ใหญ่ ขายอาหารทะเล เน้นการ ทอด คนรอคิวที่นั่งมาก ระหว่างเดินจะถูกคนมาดึงให้เข้าร้านอาหารตัวเองตลอด บอกว่าจะสั่งจากร้านนี้ให้ได้ ควรปฏิเสธ และรอคิวถ้ามีเวลาพอ อาหารร้านนี้อร่อยมากไม่แพง ต้องนั่งเบียด ๆกัน เหมือนนั่งทานในตลาดนัดบ้านเรา




Day 13th


ขับรถย้อนเข้า Marakesh เพื่อเที่ยวในเมืองอีกครั้ง ที่จอดรถ ในเมืองนี้หายาก และแพงมาก โดยเฉพาะแถวรอบ ๆ Jemaa el-Fnaa square ที่เป็นmarket placeที่โด่งดังมากใน medina ได้ที่จอดรถไม่ไกลจากKoutobia Mosque ที่เป็นmosque ที่ใหญ่และสูงที่สุดในเมืองและเป็นสัญลักษณ์ ของเมือง แค่ยืนดูจากด้านนอกไม่ได้เข้าไป เพราะ ต้องการไปดู Bahia palace และEl badii palace ที่อยู่ใกล้ ๆ กัน El Badii palace เป็นpalace ที่เก่าแก่กว่า BAHIA มาก แต่ไม่ค่อยน่าสนใจมีแต่กำแพงและตึกเก่า ๆ เรียบไม่มีอะไรน่าดู ถ้ามีเวลาน้อยไม่แนะนำให้เสียเวลาและค่าเข้าชม ส่วน Bahia แม้จะดูใหม่กว่าแต่ก็คุ้มด่ากว่าเพราะ ข้างในสวยงามมาก ผนังต่าง ๆประดับด้วยMosaic Moroccan style. เที่ยวMarrakesh ถึงเย็น จึงขับรถกลับCasablanca เพียงเพื่อรอขึ้นเครื่องกลับวันรุ่งขึ้น จึงจองที่พักเป็นcondoใกล้สนามบิน ที่หรูและไม่แพง ชื่อ Perle de Noucer1 มีร้าน PIZZA และ convenience stores เปิดดึก ดูแล้วเป็นชุมชนที่หรูและดีของ Casablanca ต่างจากย่านที่เห็นตอนมาถึงวันแรก มีข้อเสียจุดเดียวคือเป็นคอนโดชั้นดี ที่มีคนอาศัยอยู่มาก เขามีระเบียบให้ปิด heater หลัง 5 ทุ่ม เพื่อไม่ให้เสียงดังรบกวนห้องค้างเคียงแต่หลังปิด heater อากาศในห้องก็ไม่หนาวอย่างที่กังวล




Day 14th


Flight back : Casablanca - Bahrain - BKK by Gulf air

16 views

080-044-2211

62/196-197 Phahonyothin Rd, Khwaeng Anusawari, Khet Bang Khen, Krung Thep Maha Nakhon 10220, Thailand